พระสุตตันตปิฎกไทย: 32/405/404
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
ถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาลใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติ
ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐ
แล้ว ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรา
ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓
เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษ
เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ติสสเมตเตยยเถราปทาน.
ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
[๔๐๔] พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ทรงพระประชวร ทรงอาศัย
ยอดเงื้อมประทับอยู่ในระหว่างภูเขา ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบ
อาศรมของเรา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น
หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณ
เท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น ในขณะนั้น เราเห็นความ
อัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้
อะไรๆ นิพพานแล้ว เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นพระ
อาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไรๆ
เรานำเอาหญ้าและไม้มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำเชิงตะกอนขึ้นบนนั้น ครั้น
ทำเชิงตะกอนดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นถวายพระเพลิง
พระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบปะพรม ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศ
ได้ระบุชื่อว่า ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่าปุณณกะ ในกาล