พระสุตตันตปิฎกไทย: 32/419/410
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
มีกรรมอันทำเสร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่านั้นยินดีด้วยเสียง
สังข์ เสียงกลองและด้วยเสียงแตกตื่น มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่า
นั้นตีกั้นด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และหอกอย่าง ๓ เล่ม กลับมา
ประชุมกันทั้งหมด ในกาลนั้น เราสวมเกราะแล้ว สั่งให้จับพลรบ ๖ หมื่น
พร้อมทั้งพระราชาผู้ชนะ ที่ยังไม่เคยชนะ เสียบหลาว พลรบเหล่านั้น
พากันส่งเสียงร้องว่า พุทโธ พระราชาอาธรรม์ เมื่อถูกไฟไหม้อยู่ในนรก
เมื่อไรจักมีที่สุด ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอน ย่อมเห็นไฟนรก เรา
นอนไม่หลับตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พวกนายนิริยบาลขู่เราด้วยหลาว (เรา
คิดว่า) ความมัวเมารัชสมบัติ สัตว์พาหนะ และพลรบจะเป็นประโยชน์
อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทรงไว้ได้ ย่อมยังเราให้สะดุ้งทุกเมื่อ บุตร
ภรรยา และรัชสมบัติทั้งสิ้น จะเป็นประโยชน์อะไรแก่เรา ถ้าเช่นนั้น
เราพึงบวช พึงชำระทางแห่งคติ เราไม่มีความห่วงใย ปล่อยช้างมาตังคะ
๖ หมื่นเชือก อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีรัดประคนพานหน้า
พานหลัง เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนทอง อันควาญช้างผู้ถือหอกซัด
และขอประจำคอ ไว้ในที่สนามรบ เร่าร้อน ด้วยกรรมของตน จึงออก
บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า อัน
ประกอบด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันนายม้ามือถือธนู
สวมเกราะหนัง ขึ้นประจำหลังเสียทั้งหมดแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
เราสละรถ ๖ หมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วย
หนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดเครื่องรบมีธงปักไว้หน้า
รถ ทั้งหมดนี้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งแม่โคนม ๖ หมื่นตัว อันรอง
น้ำนมด้วยขันสำริด ทั้งหมดเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราปล่อยหญิง
๖ หมื่นคน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร
สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอว
เล็กเอวบาง ทุกคนคร่ำครวญอยู่ไว้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งบ้าน
๖ หมื่นหลัง อันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นรัชสมบัตินั้นเสียแล้ว
บวชเป็นบรรพชิต เราออกจากพระนครแล้ว เข้าไปสู่ภูเขาหิมวันต์ ได้